น้ำในแก้ว

h20water

ระยะนี้หลายต่อหลายคนแวะเวียนมานั่งบ่นถึงความทุกข์ให้ผมฟัง ทั้งน้องๆ เพื่อนๆ แม้แต่แค่คนรู้จัก ผ่านมาทั้งทางทวิตเตอร์ เฟสบุ้ค โทรศัพท์ แม้แต่แวะมานั่งคุยกัน เล่นเอาผมเองพลอยจะติดความเครียดมาจากเขาเหล่านั้นไปด้วย
ความทุกข์ ความอึดอัดใจ ที่ขนเอามาโยนใส่ผม มีทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องลูก เรื่องเพื่อน เรื่องเงินทอง แม้แต่เรื่องการเมือง
ตาแก่อย่างผมก็ได้แต่นั่งฟัง อือๆ เออๆ ไป ให้เขาได้ระบาย ส่วนเรื่องจะไปแสดงความเห็น หรือแนะนำอะไร คงไม่มีปัญญาหรอกครับ
คนแก่บ้านนอกอย่างผม แก่เพราะอยู่นาน ไม่ได้แก่แบบวัตถุโบราณ เลยไม่มีราคาค่างวดอะไร พูดไปก็ไม่รู้จะถูกหรือผิด
ที่ทำได้ดีที่สุดก็คงแค่นั่งรับฟัง บ่นๆกันเสร็จก็ไป ส่วนผมก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา พยายามไม่ให้ตกค้างอยู่ในหัว มันจะบ้าเอาง่ายๆ
ก็มันไม่ใช่เรื่องของเรา ถ้ายังเก็บไว้ เอามาคิด ไม่เรียกบ้า จะเรียกอะไรล่ะครับ

เพื่อนรุ่นเดียวกัน หลังจากที่มันโทรมาคุยกับผมค่อนข้างถี่ ทั้งที่แต่ก่อนแต่ไรก็โทรหากันเฉพาะมีเรื่องไหว้วานกันเท่านั้น แล้วการโทรแต่ละครั้ง มันทำยังกับว่า ผมเป็นประธานบริษัทที่มีลูกน้องสักห้าร้อยหรือพันคน ที่จะมีเวลาคุยกับมันเป็นชั่วโมงๆได้ จู่ๆ ก็โผล่หัวมาหาถึงร้าน
หลังจากถามสารทุกข์สุขดิบกันได้แค่ประโยคเดียว มันก็เริ่มสาดความคับข้องใจทั้งหลายที่พกมา ใส่ผมแบบไม่ยั้ง
ผมก็ทำได้เหมือนเดิม คืออือๆ เออๆ กับมันไป รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง
แต่ที่ผมรู้อย่างแน่นอนก็คือ มันมีความทุกข์อัดมาเต็มอก

หลังจากที่มันสาดเรื่องคับอกคับใจใส่ผม ยังกับหนังแอคชั่นแบบยิงกันทุกฉากอยู่เป็นชั่วโมง มันดันถามผมว่า
”ถ้าเป็นมึง มึงจะทำยังไง”
ผมมองหน้ามันนิ่ง ไอ้ที่นิ่งมันมีเหตุผลสองประการ
ประการแรก เพราะดันเป็นเพื่อนกันมานาน ฉะนั้นถ้าพูดผิดไป มันลุกขึ้นเตะผมแน่
ประการที่สอง ผมเสือกไม่ค่อยได้ฟังมัน เลยไม่รู้ว่ามันถามถึงเรื่องอะไร ไอ้จะบอกให้มันเล่าใหม่ตั้งแต่ต้น ผมคงไม่แคล้วโดนเตะอยู่ดี

“มึงหยิบแก้วน้ำมึงมานี่” ผมบอกมัน พอมันเอาแก้ววางตรงหน้าผม ผมก็เริ่มรินน้ำในขวดใส่แก้วไปครึ่งหนึ่ง
”กูมีอะไรจะถามมึง” ผมเริ่มพูด
”มึงจะถามกูว่า น้ำหมดไปครึ่งแก้ว หรือเหลืออีกครึ่งแก้ว ใช่รึเปล่า” มันรีบถามดักคอ
”ไอ้เวรนี่ เสือกดักคอกูอีก ไม่ใช่โว้ย ไอ้มุขเก่าขนาดนั้น กูเลิกเล่นมาหลายปีแล้ว” ผมด่ามัน แล้วถามต่อ
”มึงว่าน้ำในแก้วนี่หนักมากไหม?”
มันมองแก้วน้ำ หยิบขึ้นดูน้ำหนัก แล้วตอบว่า
”กูว่าประมาณสองขีด”
ผมยิ้มแล้วบอกมันว่า “มึงเชื่อไหม น้ำในแก้วนี้โคตรหนักเลย มึงถือไม่ไหวหรอก”
มันมองหน้าผม แล้วเปลี่ยนไปมองแก้วน้ำ แล้วกลับมามองหน้าผม ถามขึ้นว่า
”มึงจะเล่นเหี้ยอะไรของมึง”
ผมมองหน้ามันจริงจังแล้วบอกมันว่า

“กูไม่รู้หรอกว่า น้ำในแก้วนี้มันหนักกี่ขีด แต่กูรู้ว่า ถ้าให้มึงถือแก้วนี้ไว้สักสิบวินาที มึงจะรู้สึกว่ามันเบา แต่ถ้าให้มึงถือไว้หนึ่งชั่วโมง มันจะเริ่มหนักขึ้น และถ้ามึงถือไว้หนึ่งวัน มึงจะเริ่มทนไม่ไหว มันก็เหมือนความทุกข์ ไม่ว่าจะเล็กน้อยสักแค่ไหน ถ้าไม่ยอมวางมันลง มันก็หนักจนทนไม่ไหวทั้งนั้น”

ผมหยุดพูดสักอึดใจ แล้วก็บอกมันว่า
”วางแก้วน้ำลงเถอะวะเพื่อน”

เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันพักใหญ่ แล้วมันก็ลุกขึ้นบอกว่า
”กูกลับแล้ว” แล้วมันก็ขึ้นรถขับกลับออกไป

ตาแก่คนนี้สบายใจขึ้น ไม่ใช่เพราะได้บอกอะไรเพื่อนไป
แต่เพราะ รอดจากการโดนเตะ เพราะไม่ฟังมัน ต่างหาก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s