อยากรู้ อยากเห็น… แต่ไม่อยากช่วย

ในวันแรกที่ผมมาถึงบ้านพัก ที่เป็นตึกสองชั้นเก่าๆ ที่ปลูกไว้ราวอพาร์ทเม้นท์ประจำโรงงาน (จะเรียกแฟลตก็ดูจะเสียราคาไปสักหน่อย) ทันทีที่จอดรถก้าวลงมา ก็สังเกตเห็นผู้คนที่นี่จับกลุ่มย่อยๆ ซุบซิบ วิจารณ์ต้อนรับการมาของผม จนดูตัวเองยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน

ตึกแถวสองชั้นหลังนี้ ถูกรายล้อมด้วยห้องแถวไม้อีกสี่หลัง รวมห้องทั้งหมดคงประมาณหกสิบห้อง ผมรู้มาว่า นอกจากคนงานและโฟร์แมนแล้ว ไม่เคยมีคนระดับซุปเปอร์ไวเซอร์ขึ้นไปมาอยู่ที่นี่เลย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนที่นี่จะให้ความสนใจกับการมาของผม

ผมเดินขึ้นไปชั้นสองเพื่อตรวจดูห้องพัก ก่อนจะย้ายสมบัติส่วนตัวเข้าไปอยู่ ระหว่างทางที่เดินขึ้นตึก ผมสังเกตเห็นคนกลุ่มต่างๆ ถอยแอบผมไปตลอดทางที่ผมเดิน ราวกับผมเป็นสัตว์ประหลาดที่ต้องแอบๆ ดู ไม่อย่างนั้นผมอาจโดดกัดคอเอาได้ ผมไขกุญแจเปิดห้อง เข้าไปเปิดหน้าต่างที่มีสองบานออก แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องเข้ามา ชี้บอกงานทำความสะอาดขนานใหญ่ที่รอผมอยู่

ผมเดินกลับลงไปที่รถ มีสองสามคนอาศัยจังหวะนั้นโผล่เข้าไปดูในห้องที่ผมเปิด ผมได้แต่นึกในใจ มันจะไปดูอะไรวะ ไม่เคยเห็นห้องว่างๆ หรือไง ผมคว้าไม้กวาด ผ้าขี้ริ้ว กับถังน้ำที่เตรียมมาจากหลังรถกลับขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง ผมเริ่มทำความสะอาดห้องพัก กะว่าเอาแค่ให้รอดคืนนี้ไปให้ได้ก่อน ขณะที่หน้าห้องผมมีไทยมุงกลุ่มใหญ่ ยืนแอบๆประตูดูยังกับมีการทำแผนประทุษกรรมกันอยู่ในห้อง

หลังจากทำความสะอาดห้องผมก็เดินออกจากห้อง เพื่อไปขนข้าวของเข้ามาเก็บ คราวนี้ผมต้องเดินผ่านแถวผู้คนที่มาคอยดูราวกับตั้งแถวต้อนรับ
“มันไม่เอาไม้แหย่ดูก็ดีแล้วล่ะวะ” ผมได้แต่นึกในใจ
สมบัติของผมมีแค่ลังจอ 17 นิ้วสองใบ กระเป๋าเสื้อผ้าหนึ่งใบ กระเป๋าโน้ตบุ๊ค และเสื่ออีกผืน ขนสองเที่ยวก็เสร็จ
แต่แค่นั้นก็เล่นเอาตาแก่อย่างผมได้หอบเอาเหมือนกัน
“มีแค่นี้เหรอ” เสียงใครคนหนึ่งถาม หลังจากหน่วยกล้าตายส่งเสียง ก็เริ่มมีคำถามต่างๆยิงมาจากทุกทิศ
ผมได้แต่ยิ้ม ไม่ใช่หยิ่งหรอกครับ แต่เหนื่อยเลยพูดไม่ออก

“ขึ้นมาทำอะไรกันวะ” เสียงระฆังมาช่วยทันเวลาก่อนผมจะโดนกัดกินไปตรงนั้น
สิ้นเสียงบรรดาไทยมุงอาชีพทะยอยลงจากตึกกันเป็นแถว ชายร่างเล็กหน้าตาดุดันเดินสวนเข้ามาหาผม
“โทษทีครับนาย ผู้จัดการสั่งผมให้มาดูแล้ว แต่ติดเอาของลงอยู่”
ผมได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร ขอบคุณเขา มารู้ทีหลังว่าแกเป็นหัวหน้าคนงาน ที่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลมอบหมายให้มาดูแลผมเรื่องเข้าที่พัก หลังจากพูดคุยสอบถามทิศทางร้านค้า ผมก็ขอตัวออกมาหาอะไรกินมื้อเย็น

ผมนั่งนึกถึงเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจในการมาของผม มันไม่ใช่เรื่องแปลก
และคงไม่ใช่คนไทยเพียงชาติเดียวที่เป็นอย่างนี้ แต่มันก็ทำให้ผมหวนคิดถึงเรื่องรถคว่ำที่เคยเล่าให้ฟัง
เรื่องอยากรู้ อยากเห็น มันไม่ใช่เรื่องผิด ใครๆก็เป็น อาจจะมียกเว้นบ้างอย่างผม ที่แก่จนไม่อยากจะรู้เรื่องอะไรของใครแล้ว
แต่ที่ผมไม่ค่อยชอบคือ เดี๋ยวนี้คนไทยดูแล้งน้ำใจกันเหลือเกิน แม้ในต่างจังหวัด ชนบทแบบนี้ก็เถอะ
มันเหมือนไปยืนดูเรียลลิตี้โชว์เสียมากกว่า ไม่ได้คิดจะช่วยเหลืออะไรทั้งนั้น
ผมก็ไม่ได้หวังให้ใครมาช่วย แต่ผมหวังแค่จะเห็นน้ำใจของผู้คนบ้าง
…หรือโลกวันนี้มันร้อน จนทำให้น้ำใจผู้คนเหือดแห้งไปหมดแล้ว

ลุงทอม
2 ก.ย.50

2 comments

  1. บางทีอาจจะเกิดจากความ “ไม่กล้า” ด้วยนะครับ เพราะเดี๋ยวนี้คนเราไม่ค่อยจะคุยกันอย่างเปิดใจ มีอะไรไม่ถูกใจ ขัดข้องใจนิดหน่อย พวกก็เรียกโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์มาทำข่าวเป็นการใหญ่โต

    ถ้าไม่คุ้นกันมาก่อน คงต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของกันและกันแหละครับ🙂

    ดีใจที่เห็นมาโพสทีสี่อันเลย😀

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s