ยืนดู

สมัยผมเด็กๆ โทรทัศน์เป็นของหายาก ไม่ได้มีบ้านละหลายเครื่องอย่างทุกวันนี้ สมัยนั้นยังไม่มีโทรทัศน์สีด้วยซ้ำ บ้านใครมีโทรทัศน์ก็นับเป็นผู้มีอันจะกินของละแวกนั้นเลยทีเดียว ผมจำได้ว่า ผมจะจูงมือน้องสาวเดินไปที่ร้านยายเบียบ ซึ่งเป็นร้านกาแฟและขายของชำ ห่างจากบ้านผมไปประมาณสามร้อยเมตร ที่ร้านแกจะมีโทรทัศน์ขาวดำเครื่องหนึ่ง ตั้งเด่นเป็นสง่า ผมกับน้องจะยืนดูอยู่ที่ริมถนนนอกร้าน วันไหนมีรายการที่เราชอบ เราก็จะยืนดูอยู่เป็นชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนรายการไม่ถูกใจ หรือถูกเปลี่ยนไปช่องที่มีรายการไม่ชอบ ผมก็จะจูงน้องกลับบ้าน ยิ่งถ้าถูกแกล้งเปลี่ยนช่องด้วยแล้ว ก็จะกลับอย่างอารมณ์เสีย ด้วยความคิดเด็กๆ ในตอนนั้น คิดแต่ว่าสักวันจะมีโทรทัศน์ที่บ้านกับเขาบ้าง ต้องหาเงินมาซื้อให้ได้

หนังสือการ์ตูน เป็นเหมือนสวรรค์สำหรับเด็กๆ รุ่นผม เพราะไม่มีหนังการ์ตูน ไม่มีวีดีโอ ซีดี เกมกด หรือเกมคอมพิวเตอร์เหมือนเด็กสมัยนี้ หนังสืออย่างเบบี้ ชัยพฤกษ์การ์ตูน จึงกลายเป็นความสุขสำหรับเด็กๆ ในสมัยนั้น การ์ตูนในสมัยนั้น มีตั้งแต่เล่มละหนึ่งบาท แต่การ์ตูนที่ผมชอบราคาเล่มละสองบาทห้าสิบ สำหรับเด็กที่ได้เงินไปโรงเรียนวันละห้าสิบสตางค์ สองบาทห้าสิบก็หมายถึงไม่ได้กินอะไรเลยทั้งสัปดาห์ ถึงพอซื้อได้ แต่ถึงไม่มีเงินในกระเป๋าพอจะซื้อ ผมจะหยุดที่ร้านขายหนังสือทุกวัน เพื่อยืนดูหน้าปกหนังสือที่อยากได้ บางครั้งกว่าจะเก็บเงินซื้อได้ หนังสือเล่มนั้นก็ถูกเก็บคืนไปแล้ว ตอนนั้นก็คิดด้วยความเป็นเด็กว่า อีกหน่อยมีเงิน จะซื้อหนังสือการ์ตูนเสียให้หายอยาก

บ้านผมอยู่สามแยกไฟฉาย ฝั่งธนบุรี แต่ดันไปสอบเรียนมัธยมได้ที่เทพศิรินทร์ ตรงยศเส ฝั่งพระนคร ซึ่งไกลจากบ้านมาก ผมต้องต่อรถเมล์สองทอด แล้วเดินต่อไปอีก สมัยนั้นค่ารถเมล์ 75 สตางค์ ผมมีเงินไปโรงเรียนแค่ค่ารถเมล์กับค่าข้าวกลางวันอีก 5 บาท ส่วนน้ำไปกินน้ำกระทืบเอา ทุกวันหลังเลิกเรียนผมจะเดินผ่านร้านขนมเค้ก และจะแวะยืนดูขนมเค้กหน้าตาน่ากิน ยั่วความอยากกินของผม จนวันหนึ่งผมทนความอยากไม่ไหว ตัดสินใจเอาเงินที่มีทั้งหมด รวมทั้งค่าข้าวกลางวันที่ไม่ได้กินในวันนั้นด้วย เอาไปซื้อขนมเค้กที่มันยั่วผมมาเป็นปี เอามากินให้สมใจ ผลของความสะใจในวันนั้นคือ ผมต้องเดินจากยศเส กลับฝั่งธน เพราะไม่มีเงินค่ารถ จำไม่ได้ว่าเดินนานแค่ไหน แต่จำได้ว่า ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียว ถ้ามีเงินเมื่อไร จะซื้อไอ้ขนมนี่กินเสียให้หายอยาก

ช่วงผมเรียนจบปริญญาตรีที่เกษตร คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีให้ใช้เกลื่อนกลาดขนาดนี้ คนที่มีโอกาสได้ใช้ส่วนใหญ่ จะเป็นคนที่ทำงานในโครงการร่วมกับต่างประเทศ ผมเคยขอรุ่นพี่คนหนึ่งเข้าไปยืนดูมัน เครื่องสมัยนั้นยังเป็น CPU 8088 ไม่มี Harddisk แต่มีไดรฟ์ 5.25 นิ้วสองตัว บูทด้วยแผ่นดอส 2.1 ไม่มีเม้าส์ ไม่มีภาษาไทย จอก็เป็นโมโนโครมสีเขียว แต่แค่นั้นผมก็ไม่มีโอกาสได้แตะแม้แต่ปลั๊กไฟ ได้แต่ยืนดูเขาทำงานกันอยู่ห่างๆ ผมทึ่งในเทคโนโลยีที่เคยเห็นแต่ในหนัง ฝันเอาเองว่าสักวันจะมีเงินซื้อมันมาใช้ที่บ้านสักตัว

ผมเรียนรู้จากชีวิตตัวเองว่า การร้องขอ ไม่ใช่วิถีทางที่จะทำให้คนๆหนึ่ง ไปถึงสิ่งที่ฝันไว้ได้
สายตาเหยียดหยาม ดูถูก ของคนรอบตัว ในยามที่ผมมีปัญญาแค่ ยืนดู ไม่ใช่อุปสรรคกั้นขวางแต่อย่างใด
หนึ่งสมอง สองมือ กับหนึ่งใจ ต่างหาก ที่เปลี่ยนสถานภาพจากผู้ยืนดู มาเป็นผู้ครอบครอง
ผมมีทุกอย่างที่ผมเคยอยากได้ ด้วยมือที่ทำงาน ไม่ใช่มือที่แบขอจากคนอื่น
ผมเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ลูกๆ ทุกคนฟัง ยามที่เขาเรียกร้องอยากได้สิ่งต่างๆ
ความอดทน มุ่งมั่นทำ และรู้จักรอคอย คือเครื่องมือในการสร้างทางไปสู่ความฝัน
และไม่สำคัญว่าเราทำสำเร็จหรือไม่ แต่สำคัญที่เราได้พยายามทำแล้วหรือไม่
ผมจึงไม่เคยอายใครที่จะบอกว่า ครั้งหนึ่งผมเคยได้แค่ ยืนดู พวกมันเท่านั้น

6 comments

  1. รู้สึกว่าผมยังทันหนังสือการ์ตูน “เบบี้” ที่คุณวัฒนาเป็นคนเขียน (ใช่หรือเปล่าครับ) .. แล้วก็มี หนูจ๋า อีกเล่มที่จำได้
    ตอนนั้นการ์ตูนยังเป็นเล่มใหญ่ๆ แต่บาง เหมือนนิตยสาร ราคาห้าบาทหรือเจ็ดบาท .. ไม่ได้เป็นลัีกษณะ pocket book อย่างนี้

    คิดดูดีๆ อีกทีก็นึกได้ว่า ที่บ้านตอนเด็กๆ ก็ดูทีวีขาวดำ ที่เวลาจะเปลี่ยนช่องทีต้องเดินไป “บิด” ที่หน้าจอ (เด็กสมัยนี้คงนึกภาพทีวีที่ไม่มีรีโมตไม่ออก)

    ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆ ที่นำมาเล่าให้ฟังครับ

  2. บ้านข้างๆ เขามีโทรทัศน์สีดูมาหลายปี
    เด็กน้อยก็ไปแอบดูบ่อยๆ จนเขาต้องให้เข้าไปดูด้วย ฮ่าฮ่า
    เพราะที่บ้านเราเป็นขาวดำ แต๊กๆ (เสียงบิดเปลี่ยนช่อง ^O^)
    ในที่สุด พ่อลงทุนซื้อผ่อนกับซิงเกอร์ (โทรทัศน์เขาก็มีนะ ไม่ได้มีแต่จักรเย็บผ้า ฮ่าฮ่า)
    ผลสุดท้าย นั่งจ้องหน้าจอมันทุกวัน สายตาจึงสั้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา!

    พ่อชอบพูดว่า อยากได้อะไร “หยอดกระปุกนะลูก”
    ^O^

  3. ใช่ๆ สองมือที่ทำงาน เลยได้มันมา.. ไม่ได้ นั่งหน้าคอม แล้วได้เป็นแสนๆ เหมือนใน spam พวกนั้นเนอะ คุณลุง.. เหอๆ

    แต่เค้กน่ากินอ่ะ ครีมเยอะไปหน่อยก็จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s