เวรกรรมเกษตรไทย

เมื่อสองวันก่อน เห็นข่าวว่าราคาเนื้อหมู มีราคาสูงขึ้น คนเลี้ยงพออยู่รอดได้ ก็ดูจะเป็นข่าวที่ดี ถ้าไม่มีตอนท้ายที่บอกว่า เพราะสามารถตัดวงจรหมูลงไปได้ ทำให้ผลผลิตน้อยลง ราคาถึงได้สูงขึ้น

ได้แต่บอกตัวเองว่า “มันน่าดีใจตรงไหนวะ?”

มันก็ถูกที่เมื่อ supply น้อยลง demand คงที่ ราคามันย่อมขยับขึ้น เรียนมาตั้งแต่ econ1 แล้ว
แต่เฮ้ย ประเทศไทย มันคิดกันได้เท่านี้เหรอ

ปริมาณหมูน้อยลง ไม่ได้แปลว่า ปริมาณคนเลี้ยงน้อยลง นั่นก็แปลว่า เรากำลังลดประสิทธิภาพการผลิตลง เคยปลูกข้าวได้ 120 ถังต่อไร่ แล้วทำให้ผลิตได้แค่ 20 ถังต่อไร่ เมื่อข้าวในตลาดน้อย ราคาก็สูงขึ้น อย่างนี้หรือการแก้ปัญหา อะไรเข้าฝันมันวะ

เวลาที่มันเกิดปัญหาอย่างนี้กับภาคเกษตรของเมืองไทย เราก็จะคุ้นเคยกับ การประกันราคา การพยุงราคา การชดเชยด้วยสารพัดค่าพรีเมียม คนที่บริหารภาคเกษตรบ้านเรา มีปัญญาคิดกันได้แค่นี้ เวรกรรมของเกษตรบ้านเราเสียจริง

กลับไปดูตำราเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเล่มเมื่อสักครู่นี้แหละ เอาบทเดิมเลย ว่าด้วยอุปสงค์ อุปทาน
ขนาดผมผ่านมาแบบเลือดซิบๆ เจียนรอดเจียนไป แถมทิ้งมานานยี่สิบกว่าปี ยังรู้เลยว่า วิธีการขยับราคาขึ้น นอกจากลด supply แล้ว การเพิ่ม demand มันก็มีผลให้ราคาขึ้นเหมือนกัน แถมยังทำให้มูลค่าที่เกิดมันมากขึ้นด้วย

การเพิ่ม demand ที่ว่า มันก็คือการหาตลาดเพิ่ม ถ้าไม่สามารถเพิ่มในรูปเดิม ก็ต้องแปรรูป เอาเป็นว่าหาคนซื้อให้มากขึ้น จะขนไปขายนรก สวรรค์ที่ไหนก็ได้ และไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเนื้อหมู หรือหมูแดดเดียว หรือข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เถอะ

เกษตรมันก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ขึ้นชื่อว่า ธุรกิจ ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่โล่ แต่อยู่ที่กำไร
เรียนมาตั้งแต่ ป.4 กำไร เท่ากับ ราคาขาย ลบ ต้นทุน
ถ้าราคาขายมันต่ำ แต่ต้นทุนโคตรจะต่ำ มันก็ยังมีกำไร
ถ้าราคาขายสูง แต่ต้นทุนก็ยังโคตรจะต่ำ มันก็ยิ่งโคตรจะกำไร ลูกผมตอนอยู่ ป.4 มันยังเข้าใจ
พอเรียนสูงขึ้นมาหน่อย ก็รู้ว่า การที่จะทำให้ต้นทุนต่ำ หมายถึงประสิทธิภาพการผลิตต้องสูง
แต่บ้านเราแก้ปัญหาด้วยการลดประสิทธิภาพการผลิต มันจบปออะไรวะเนี่ย
แล้วยังมีหน้าดีใจ ออกข่าวกันอีก
อย่างนี้ไม่เรียกเวรกรรม จะเรียกอะไรล่ะพ่อคุณเอ๊ย

เกษตรกรบ้านเราไม่เคยสนใจจะลดต้นทุนการผลิต สนใจแต่เพิ่มผลผลิต
จะถมปุ๋ย ถมยา ลงไปสักเท่าไร กูไม่สน ขอให้มันได้ผลเยอะๆ
ราดสาร ฉีดปุ๋ยฉีดยา เร่งให้มันออกนอกฤดู ฝันเอาว่าจะได้ราคาดีๆ กำไรเยอะ
แล้วก็มานั่งคอตก โทษฟ้าโทษดิน ตอนขายไม่ได้ราคา หรือขายได้ราคาหน่อย แต่ก็ยังขาดทุน เพราะต้นทุนมันสูงลิบลิ่ว
ก็ไอ้บ้านเรามันสอน มันพูดกันแต่เรื่อง maximum yield หรือผลผลิตสูงสุด ไม่ได้สอน ไม่ได้พูดถึง maximum benefit หรือผลตอบแทนสูงสุด

พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 29 จนเบื่อ หนีไปทำคอม ทุกวันนี้มันก็ยังเหมือนเดิม
เปิดดู journal ที่ตีพิมพ์งานวิจัย มันก็ยังเป็น ผลผลิตสูงสุดอยู่เหมือนเดิม
ทั้งๆที่รู้กันอยู่เต็มอกว่า ไอ้ผลผลิตสูงสุด กับผลตอบแทนสูงสุด มันอยู่คนละจุดอย่างเห็นๆ
ก็ตะบี้ตะบันทำกันอยู่อย่างเดิม 20 กว่าปี ไม่มีอะไรดีขึ้น

คิดแทนเขาหน่อยเถอะครับ คนบ้านนอกอย่างพวกผม แค่หนังสือพิมพ์ยังอ่านไม่ออกทุกคำเลย คงไม่มีปัญญาไปขน literature หรือ textbook เอามานั่งอ่านเล่นกันหรอกครับ ปกยังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ ท่านผู้มีความรู้ อุตส่าห์เหาะไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา กลับมานั่งห้องแอร์ กระดิกขาซดกาแฟ ไม่ต้องออกมาทนแดดทนฝน เป็นคนพันธุ์ควายอย่างพวกผม ที่ปลูกข้าว ปลูกผักให้ท่านกินอยู่ทุกวันนี้ ก็ช่วยเจียดปัญญาอันฉลาดล้ำเลิศของท่าน มาช่วยแก้ปัญหากันบ้างเถอะครับ

อย่าให้มันเป็นอย่างที่พูดกันเลยครับว่า ไอ้ที่ต้องไปเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่เพราะมีความรู้ แต่เพราะทำเองมันเจ๊งเอาสิครับ

3 comments

  1. ผมเลิกหวังกับพวกนักวิชาการ นักส่งเสริม ทั้งหลายนานแล้วครับ ถ้าจะมองอย่างเข้าใจก็เพราะกรอบการทำงานที่มีกฏระเบียบเยอะแยะวุ่นวาย ไอ้ที่จะหวังไปพึ่งเอกชนก็ต้องไปเป็นลูกไล่ให้เค้าอีก ยืนบนลำแข้งตัวเองนี่ล่ะครับเวิร์กสุด เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่คิดเองทำเองทั้งนั้น รวมกลุ่มแลกเปลี่ยนถ่ายทอดความรู้ให้กัน หาตลาดเอง คิดค้นแปรรูปผลผลิตกันเอง รัฐแค่คอยอำนวยความสะดวกให้บ้างตามอำนาจหน้าที่ที่มี อย่ามาเกะกะขวางทางเท่านั้นก็พอ

    บางครั้งเกษตรกรต้องหันมาโทษตัวเองบ้างครับ ทบทวนดูว่าสิ่งที่เคยทำและสิ่งที่คิดจะทำต่อไปนั้น เรา “รู้เขา รู้เรา” มากขนาดไหน

  2. ถ้าพูดเรื่องนี้ “เกษตรไทย”
    ขอพูดเรื่องคล้ายๆ กันแทน ในเรื่อง หนัง “แสงศตวรรษ” ที่โดนกองเซ็นเซอร์หั่นฉับๆ จนที่สุดเจ้าของหนัง ตัดใจ ไม่ฉายในบ้านตัวเองไปซะงั้น เพราะยอมรับการหั่นนั้นไม่ได้

    คิดว่ามันก็คงในทำนองเดียวกันนั่นเอง
    โลกเขาหมุนไปไกลหลายรอบตัวแล้ว แต่หลายๆ หน่วยงาน ยังคงเดิม

    การแก้ไขปัญหา ไม่ตรงจุด มันก็เกาไม่ถูกที่คันมานานเนิ่นเกินไป ไอ้ที่เป็นมันลามไปมากมายกลายเป็น “โรคผิวหนัง” ไปเสียแล้ว แทนที่จะหายามาแก้โรค กลับ “เกา ไป มา” มันก็ไม่หายขาดเสียที

    คงต้องๆ ช่วยกัน ทา ยา ให้ ยัง อยู่ ยั้ง ยืน ยง กันดีไหม
    ไม่งั้น เวียดนาม คงเอาตำแหน่ง ประเทศ เกษตร และ อุตสาหกรรมในภูมิภาคไปครองในเร็ววัน
    (*นี่ยังไม่นับรวมเรื่อง FTA ทั้งหลายด้วยนะเนี่ย)

  3. เขียนได้สะใจมากเลยค่ะ.. อ่านแล้ว ทั้งเห็นด้วย แล้วก็ขำด้วย.. อืมเนอะ จริงๆ ทำไมไปลดประสิทธิภาพการผลิตอย่างนั้น มุกเพิ่งเรียน econ มาเทอมที่ผ่านมาด้วย.. เลยนึกภาพออกเลย..

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s