บันทึกไม่มีชื่อ แผ่นที่ 3

ผ่านพ้นสงกรานต์เลยหนีไปนอนที่กรุงเทพฯเสียห้าหกวัน นานๆกลับบ้านสักครั้ง ทำตัวไม่ค่อยถูก เหมือนไปอาศัยเขาอยู่ยังไงไม่รู้ แต่ไอ้ที่อาศัยเขาอยู่ทุกวันนี้กลับเฉยๆ คงดูแปลกสักหน่อยที่คนเราไม่ค่อยชินกับการอยู่บ้านตัวเอง แม้เพื่อนสนิทยังถาม

“มึงมีบ้านไว้ทำไมถ้าไม่คิดจะอยู่”
“กูชินกับการอยู่บ้านเช่าว่ะ” ผมเคยตอบมัน

ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น กับคนที่ต้องอาศัยบ้านเช่า ห้องเช่า แม้กระทั่งอาศัยบ้านคนอื่นอยู่มา 18 ปี ระเหเร่ร่อนไปทุกภาคของประเทศไทย ทำให้ผมชินชากับการอยู่บ้านเช่า มากกว่าอยู่บ้านตัวเอง เงินหลายแสนบาทที่หมดไปกับบ้าน ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเป็นเจ้าของมันเลย กลับรู้สึกว่าเป็นบ้านของแม่ ของน้อง ที่เวลาแวะกลับไปแต่ละครั้ง กลัวเจ้าของบ้านจะอึดอัด ไม่ค่อยกล้าอยู่นาน ไม่ค่อยกล้าจะทำอะไร เหมือนกับมันไม่ใช่ที่ของเรา ไม่รู้จะนั่ง จะนอนตรงไหนดี ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครรู้สึกแบบนั้น

นั่นคงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยได้กลับไปบ้าน

18 ปีที่ตะลอนไปทั่ว ที่ไหนมีงานให้ทำก็ไปอยู่ที่นั่น หมดงานก็หางานใหม่ ไปอยู่ที่ใหม่ ทำให้ผมไม่เคยคิดจะมีบ้าน เพราะไม่รู้จะไปมีตรงไหน ไม่เคยได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งกับเขา ถ้าไม่มีลูก ผมก็คงยังไม่คิดปลูกบ้าน แต่จนถึงวันนี้ มันก็เป็นอย่างที่ผมเคยคิดเอาไว้

มีก็ไม่ได้อยู่ ขืนอยู่ก็อดตาย

ผมไม่ได้โชคดีเหมือนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง อยู่กับที่ได้ ผมไม่โชคดีพอจะมีคนจ้างงานผมนานเกินสามปี เพราะพอสร้าง หรือแก้ไขปัญหาให้เขาเสร็จ เขาก็จะเชิญกลับบ้านด้วยเหตุผล เกรงใจพี่ที่ต้องมารับเงินเดือนแค่นี้ แต่จะจ้างพี่เต็มเรทก็จ้างไม่ไหว ไปเสียทุกครั้ง ทั้งๆที่ทั้งชีวิตไม่เคยเอ่ยปากขอขึ้นเงินเดือนกับใครเลยสักครั้ง

ไอ้เรื่องจะคิดทำกิจการส่วนตัว มันก็ไม่ใช่ตัวเราอีก เพราะผมไม่ได้เกิดมาเป็นเถ้าแก่ แต่เกิดมาเป็นมือปืนรับจ้าง 20 กว่าปีที่ทำงานมา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะให้เปลี่ยนตอนนี้ มันคงไม่ไหว

วันนี้ผมกลับมาอยู่บ้านนอกเหมือนเดิม กลับมาเป็น มือปืนรับจ้างแก่ๆตกงาน ขายผ้าพลาสติกและถังอยู่ข้างถนน ว่างก็เข้าสวน ปลูกต้นไม้ไปตามเรื่อง พอได้อาศัยอยู่ อาศัยกินไปวันๆ เก็บคืนวันเก่าๆ ใส่ลังกระดาษ มัดด้วยเชือกฟาง กองทิ้งไว้ที่มุมห้อง มีแค่เสียงโทรศัพท์ของน้องๆ ที่โทรมาถามเวลามีปัญหา ที่ยังพอจะทำให้จำได้ว่า เรายังมีปัญญาแก้ปัญหาให้คนอื่นได้อยู่ และคำขอบคุณที่ทั้งชีวิตได้มามากเกินไปแล้ว

จนถึงวันนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างนี้ไปได้อีกนานเท่าไร จะเดินทางไปไหนต่อ รู้แต่เพียงว่า คนเราถ้ารู้จักยอมรับความเป็นจริง ว่านั่นคือส่วนหนึ่งของชีวิต ก็ไม่มีเหตุผลใด ที่จะต้องมาทุกข์ใจกับเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น คนในสังคมเพียงแค่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถึงไม่ต้องสร้างความดีที่เลอเลิศอะไร สังคมก็อยู่ได้อย่างสงบสุขมากพอแล้ว

สิ่งที่ทำได้ในวันนี้ คืออยู่ให้เป็น และอดทนรอ

คนเราไม่ได้อาศัยแค่ฝีมือ แต่ต้องมีโอกาสด้วย

แสงเทียนไข ต้องรอให้ฟ้ามืดสนิท จึงจะเห็นสว่าง

Advertisements

4 comments

  1. 🙂 ค่ะ แล้วแสงเทียนไข ก็ไม่ร้อนเท่าแสงอาทิตย์ แต่เป็นแสงที่อบอุ่น ที่จะทำให้ทางที่เดินไป อบอุ่น และอุ่นใจ พร้อมกับแสงไฟเย็นตา (แถม ผิวไม่คล้ำ ด้วยนะคะ)

  2. อ่านแล้วนึกถึง คนแก่ที่เดินงกๆเงิ่นๆอยู่ตามริมถนน (ไม่นับรวมขอทานกับ วณิพก) ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเขามีบ้านอยู่หรือเปล่า หรือว่าลูกหลานทอดทิ้ง หรือทำมาหากินอะไร หรือ ต่างๆ นานา
    ทำให้เราคิดว่า แก่ตัวไปเราจะเป็นอย่างเค้ามั้ยนะ???

    แต่หนูนึกภาพออกเลยว่า หากหนูยังใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 10 ปีในอนาคตข้างหน้า หนูคงเป็นเหมือนคุณ

    *แสงเล็กๆ ในความมืด นั้นอาจไม่ใช่แสงเทียน หากแต่เป็นแสงของทางออกสู่ ทางด่วน ก็ได้ค่ะ ^O^ สู้ๆ นะคะ หนูเป็นห่วง

  3. ขอบคุณครับสำหรับทุกกำลังใจ ตาแก่บ้านนอกคนนี้สู้มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็คงต้องพูดเหมือนกับที่พูดไว้กับเพื่อน
    “ถึงกูจะล้มอีกกี่ครั้ง กูก็จะลุกขึ้นใหม่ทุกครั้ง แม้จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ตาม”

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s