อึดอัดครับ พี่น้องครับ

พักนี้มีแต่เรื่องอึดอัดใจ หันไปเจอเรื่องไหน มันดูอึดอัดไปหมด แค่ฟังทีวี ฟังจริงๆ ไม่ได้ดูเพราะนั่งทำงาน แต่มีคนเปิดให้ได้ยิน เขาดูละครกัน ยังอยากลุกไปถีบทีวีให้หายอึดอัด ไอ้พระเอกก็โง่เป็นควาย อีนางเอกก็ดักดาน มันอึดอัดที่ไอ้คนเขียนเรื่อง มันจะเขียนเรื่องของคนธรรมดา ก็เขียนให้เป็นคนธรรมดา จะเขียนแบบเทพนิยาย ก็เอาแบบเทพนิยายไปเลย ถ้าเป็นอย่างละครจักรๆวงศ์ๆ ที่มีสูตรตายตัวว่า พระราชาต้องโง่ มเหสีต้องอิจฉา อำมาตย์เสนาปุโรหิตต้องตอแหล ไอ้แบบนี้ยังพอดูได้ รับได้ ไม่ใช่หนังยุคใหม่ใช้โนเกีย แต่เขียนเรื่องราวเน่าซะขนาดนั้น พระเอกก็หูเบาเชื่อคนทั้งเรื่อง ยกเว้นนางเอก ไม่ก็กลับกัน หรือไม่ก็พระเอก หรือนางเอกแสนดีทนได้ทุกอย่าง ทุกเรื่อง ไอ้เรื่องที่มนุษย์ธรรมดาเขาทนไม่ได้ กูก็ทนได้ แต่พระเอกหรือนางเอกโกหกสักเรื่อง ทนไม่ได้ จะตายให้ได้ นางร้ายก็ต้องเสียงแหลมกวนประสาท ไม่ว่าจะมีบทเป็นแม่ค้า หรือคุณหญิง กูก็กรี๊ด กรีดเสียงแสบไปถึงรูไหนๆ แถมยังต้องมีพ่อแม่ที่คอยยุยงให้ลูกทำเลว คนใช้ก็ไม่ต้องทำอะไร คอยสอพลอกับนินทา อ้อ ต้องอยู่บ้านสองชั้น จะได้แอบลงบันไดมาได้ยินเรื่องราวอีกด้วย เนื้อหาไม่เคยมีอะไร นอกจากแย่งตัวเดียวอันเดียวกันทุกเรื่อง นักประพันธ์เมืองไทยมันคิดเรื่องได้แค่นี้น่ะเหรอ ลงทุนได้สารพัด บินไปถ่ายได้ถึงเมืองนอกเมืองนา แต่ไม่มีปัญญาจ้างคนเขียนเรื่องดีๆบ้างหรือไง ไม่ต้องดู แค่ได้ยิน ยังอึดอัดจะตายอยู่แล้ว

ไม่ดูละคร เปลี่ยนไปดูข่าวสารบ้านเมือง ดูแล้วยิ่งอึดอัด ไอ้ที่บรรยายมาข้างบนน่ะ ยังเน่าได้ไม่ถึงครึ่ง เพิ่งรู้ว่า ดูข่าวน้ำเน่าน่ะ มันอึดอัดอย่างนี้นี่เอง แต่มันคงถูกรสนิยมคนไทยละมั้ง ชอบนักเรื่องน้ำเน่า เรื่องชาวบ้าน ยิ่งเรื่องความฉิบหายของคนอื่น ยิ่งชอบดู ชอบฟัง ต้องติดตามเป็นกรณีพิเศษ พูดกันไปทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องดีๆ ไม่พูดหรอก ทั้งชีวิตมีแต่คำว่า เขาบอกว่า ได้ยินมาว่า เขาเล่าว่า แต่เวลาคุย ยังกับไปเจอมาเองอย่างนั้น แถมใครเถียง ใครไม่เห็นด้วย มีโกรธให้อีก ดูท่าจะอินกับบทบาทมากไปรึเปล่า บอกว่าเป็นพุทธศาสนา เคยได้ยิน กาลามสูตร บ้างไหม ไม่ใช่ กามสูตร นะ คนละเรื่อง

กาลามสูตร แปลว่า พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อ ไม่ให้เชื่องมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มี ๑๐ ประการคือ

๑. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
๒. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
๓. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
๔. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
๕. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
๖. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
๗. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
๘. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
๙. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
๑๐.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

แต่คนไทยสมัยนี้ ไอ้ที่น่าเชื่อก็ไม่เชื่อ เสือกไปเชื่อไอ้เรื่องไม่น่าเชื่อ อย่างนี้มันน่าอึดอัดไหมครับ พี่น้องครับ…

Advertisements

3 comments

  1. ผมรู้สึกชอบในหลักความคิดของกาลามสูตรอย่างมาก เพราะดูเป็นความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งถือว่าล้ำหน้ามากๆ โดยหลักการแล้วรู้สึกว่าท่านได้สอนให้เราเชื่อในตนเอง แต่ต้องเป็นแบบที่พวกเราต้องลงไปเห็น ไปดูกันจริงๆ ..นึกไม่ออกเลยว่าด้วยเหตุอันใดที่ทำให้บุคคลหนึ่งสามารถคิดเรื่องแบบนี้ออกได้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปี ที่ยังถือได้ว่าคนยังมีความป่าเถื่อนอยู่มาก

  2. สมัยพุทธกาล เข้าใจว่ามนุษย์มีความเจริญทางการใช้เหตุผลหรือตรรกวิทยาสูงมาก และนักคิดต่าง ๆ คิดกันมามาก จึงไม่น่าเป็นเรื่องล้ำหน้า

  3. คนสมัยก่อนขาดเครื่องมือ และความรู้พื้นฐานในการศึกษา ไม่มี google ให้ search จะศึกษาอะไรก็แทบจะเรียกได้ว่า เริ่มต้นจากศูนย์ การที่คิดอะไรออกมาได้ดีๆ นับว่ามหัศจรรย์ แต่คนสมัยนี้ถึงจะมีเครื่องมือ มีความรู้ มีวิทยาการ แต่ขาดเวลาในการใช้ความคิด แค่คิดเรื่องเดินทาง เรื่องจ่ายหนี้ เรื่องไปเที่ยว เรื่องฯลฯ ก็ไม่มีเวลาจะมีสมาธิมาคิดไตร่ตรองเรื่องใดอย่างจริงๆจังๆ ใช้ชีวิตให้หมดไปอย่างฉาบฉวย แต่ถ้ามีเวลาได้ไตร่ตรอง ได้คิดพิจารณาอย่างจริงจัง น่าจะคิดได้ไม่แพ้คนในสมัยก่อน

    ยิ่งเดี๋ยวนี้คนมากกว่าเดิม ช่วยกันคิด ล้านคนก็ได้ล้านความคิดแล้ว ที่สำคัญอย่าคิดให้แตกแยกแล้วกัน เดี๋ยวรถถังจะออกมาวิ่งอีก… อิอิ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s